มหาลัย สามารถเป็นที่ที่ คนรุ่นใหม่ สามารถ เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อที่จะปลดปล่อย ตัวเอง ออกจากกรอบ ที่ไม่เข้าท่าของสังคม พร้อมๆไปกับการร่วมกันหาทางเลือกใหม่ๆ เพื่อสังคมที่ดีกว่าเดิม
หรือ เป็นที่ใช้สร้างกระบวนการรีโปรดัคชั่นหรือแบบจำลองของสังคมอำนาจนิยม เพื่อ ให้เด็กๆได้โตขึ้น และยอมรับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอำนาจนิยมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้
จาก เฟรชชี่ สู่ว๊ากเกอร์
คือมันมีคำอธิบายยอดฮิต อยู่ชุดนึง, ที่พยายามสรุปง่ายๆว่าเพราะมันดีเลยทำให้ยอมรับได้,ซึ่งเหมือนกับคำอธิบาย เรื่องอื่นที่เป็นคอมมอนเซนส์ในสังคม คือมันเป็นความเชื่อที่ไม่จริง; เพียงแต่มันพูดกันบ่อยๆโดยสังคมที่ไม่รู้จักการวิเคราะห์วิจารณ์; เพราะมันเป็นสังคมถูกหล่อหลอมมาในระบบที่สอนให้คนมีทางเลือกอยู่สองทาง คือยอมจำนนต่อผู้มีอำนาจ และ/หรือหาทางออกด้วยการเป็นผู้มีอำนาจเสียเอง (ซึ่ง ระบบอาวุโสในมหาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น)
ในเรื่องนี้นอกจากอันนี้แล้ว
ขอให้ลองอ่าน การ วิเคราะห์ ของ พิชญ์ (เป็นครูที่จุลา) ใน เสีย 1 ได้ 3
- ข้อสังเกตว่าด้วย อำนาจ และ รางวัลปลอบใจ -
ปกติท้ายๆ ของกระบวนการว๊ากงี่เง่า ก็จะมี "พิธี กำซึ้ง " อยู่ด้วย
ถ้าคิดว่าไม่จริง เราจะอธิบาย "บ้านทรายทอง" "ดาวพระศุกร์" "อุ่นไอรัก" หรืออะไรคล้ายๆอย่างนี้ ที่เป็นที่นิยมในวัฒนธรรมไทย ได้ยังไง ]
ผมไม่ได้คิดว่า การที่ ใครที่เขาชอบพอกันจะไปอะไรให้กันน่ะมันไม่ดี
แค่อยากตั้งข้อสังเกตว่าการทำให้ผู้อื่นละอายเป็นส่วนหนึ่งขอกการทรมานในวัฒนะทำทางทหาร และ วัฒนธรรมการมีเซ็กส์ที่เชื่อมโยงกับการบังคับและการใช้ความรุนแรง ที่มีอยู่ในสังคม
คือ นี่เป็นเรื่องปกติ ,ในแง่ที่ว่าเมื่อสังคมเป็นแบบนี้คนส่วนใหญ่ก็ย่อมเป็นแบบนี้, มันแปลกด้วยซ้ำที่คุณจะอยู่กับอะไรบางอย่างที่คุณไม่ชอบในตอนแรกไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอมรับมันเลย
มันเป็นรูปแบบการเอาตัวรอดทางจิตใจอย่างนึงของมนูษย์
คือ การหาข้อดีจากสิ่งที่เคยรู้สึกว่าทำร้ายเขา
อันนี้เป็นทั้งโลก
ลองนึกถึง ในอินเดีย
เหมือน น้ำ เล็กๆน้อยอาจจะ มีค่าสำหรับคนที่อยู่ในทะเลทราย
การ วิเคราะ วิจาน การรับน้อง ระบบอาวุโส และ อำนาจนิยม ใน หมาลัย
หลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
ประเด็นสำคัญอันแรก ที่คนเขียนอยากจะพูดถึงในเรื่องนี้ คือ
ทำไม คนที่เคยเป็นเด็กๆ ที่เคยรู้สึกว่า อันนี้มันแย่ๆๆๆห่วยแตกฯลฯ กลายมาเป็น วากเกอร์ ในปีถัดมาได้
คือมันมีคำอธิบายยอดฮิต อยู่ชุดนึง, ที่พยายามสรุปง่ายๆว่าเพราะมันดีเลยทำให้ยอมรับได้,ซึ่งเหมือนกับคำอธิบาย เรื่องอื่นที่เป็นคอมมอนเซนส์ในสังคม คือมันเป็นความเชื่อที่ไม่จริง; เพียงแต่มันพูดกันบ่อยๆโดยสังคมที่ไม่รู้จักการวิเคราะห์วิจารณ์; เพราะมันเป็นสังคมถูกหล่อหลอมมาในระบบที่สอนให้คนมีทางเลือกอยู่สองทาง คือยอมจำนนต่อผู้มีอำนาจ และ/หรือหาทางออกด้วยการเป็นผู้มีอำนาจเสียเอง (ซึ่ง ระบบอาวุโสในมหาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น)
และเหมือนกับคำอธิบายแบบคอมมอนเซนส์ทั่วไปคือมัน มองข้ามปัจจัยทางจิตวิทยา ทางสังคม และรายละเอียดจำนวนมาก ที่ทำให้คนที่ไม่ยอมรับการรับน้องเท่าไหร่ กลับมาเป็นรุ่นพี่ที่เห็นดีเห็นงามไปกับการทำทรมานคนอื่นอย่างหน้าชื่นตาบาน
--- ระบบนี้ให้อะไรรึ?---
--- ทำไม หลายคนถึงหลงไหลกับมัน ? ---
--- ทำไม หลายคนถึงหลงไหลกับมัน ? ---
ข้อที่สำคันอย่างหนึ่งที่ไม่น่ามองข้ามคือ ระบบนี้ ให้อำนาจ และ รางวัน กับ คุณ ถ้าคุณยอมรับมัน มันสัญญาว่า คุณ สามารถ แสดงอารมณ์ดิบ กับคนอื่นได้ สามารถทำอะไรบางอย่างแบบเดียวหรือคล้ายๆ กับที่คุณเคยถูกกระทำมา,ไม่ว่าจะในครอบครัว,ชุมชนหรือคณะ ได้ อีก3 ปี
เดะๆไทย ซึ่งปกติ ไม่มีอำนาจมากนัก เพราะอยู่ใต้ อำนาจของพ่อแม่ ผู้ใหญ่ ตลอด น่าจะสนใจ หรือมีแนวโน้มที่จะหลงไหลมันมากทีเดียว
นี่เป็นเรื่องหนึ่งเหมือนกัน ที่น่าพิจารณา
นี่เป็นเรื่องหนึ่งเหมือนกัน ที่น่าพิจารณา
คือสังคมไทยมันไม่สนับสนุนให้ เด็กคิด หรือโต้แย้งกับผู้ใหญ่มากนักอยู้แร้น,ซึ่งมานม่ายช่ายสิ่งที่ดีผมคิดว่าเราควรเปลี่ยน,เพราฉะนั้นการแสวงหา คัลท์(กลุ่ม,ความเชื่อ,หรือแนวทาง) หรือ คอมมิวนีตีของตัวเองมันก็ไม่ยากที่จะเกิดขึ้น เราก็เห็นปรากดการนี้ได้จากหลายอย่าง ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต ระบบคุณค่า รวมทั้งในวิธีการใช้ภาษาด้วย
แต่ปัญหาคือ
แทนที่เด็กส่วนใหญ่จะสร้างสังคมกลุ่มย่อย ที่มีรูปแบบความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก ผู้ใหญ่หรือคนมีอำนาจ มันมักไม่เป็นอย่างนั้น เขาหรือเทอ ส่วนใหญ่ก็ มักจะต่างได้แค่รูปแบบบางอย่าง แต่โดยรากถานทางการคิดแล้ว เขาก็ก็อปปีเอา สิ่งที่เป็นพื้นถานทางวัดทะนะทำของผู้ใหญ่ อย่างเช่นความหลงไหล; เชื่อ; และ บูชา ในความมีอำนาจ, หรือความหลงไหลที่จะบังคับคนอื่นในนามของประเพณี ระเบียบวินัย หรือภายใต้คำ'เท่ๆ'คำไหนก็ตาม มาเป็นส่วนหนึ่งของ ชุมชนที่พวกเขาและเทอสร้างขึ้น
แทนที่เด็กส่วนใหญ่จะสร้างสังคมกลุ่มย่อย ที่มีรูปแบบความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก ผู้ใหญ่หรือคนมีอำนาจ มันมักไม่เป็นอย่างนั้น เขาหรือเทอ ส่วนใหญ่ก็ มักจะต่างได้แค่รูปแบบบางอย่าง แต่โดยรากถานทางการคิดแล้ว เขาก็ก็อปปีเอา สิ่งที่เป็นพื้นถานทางวัดทะนะทำของผู้ใหญ่ อย่างเช่นความหลงไหล; เชื่อ; และ บูชา ในความมีอำนาจ, หรือความหลงไหลที่จะบังคับคนอื่นในนามของประเพณี ระเบียบวินัย หรือภายใต้คำ'เท่ๆ'คำไหนก็ตาม มาเป็นส่วนหนึ่งของ ชุมชนที่พวกเขาและเทอสร้างขึ้น
( แต่ต้อง ขอย้ำว่าในการพยายามวิเคราะห์อันนี้ เราไม่ได้กำลังโทษหรือ ว่าเขาเหล่านั้นเลย ไม่แม้แต่นิดเดียว เพราะการที่เราจะหวังว่า เด็กส่วนใหญ่ที่ถูกกระทำอย่างหนึ่งมาตลอด, คือถูกเลี้ยงดู;ปั้นแต่ง;ลงโทษ;บีบบังคับด้วยอำนาจจากผู้ใหญ่, จะ เปลี่ยนแปลงด้วยการทำสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเนี่ย มันไปไม่ได้ )
ซึ่งที่เป็นอยู๋เราก็เห็นๆกันแล้วจากประเพณีการรับน้อง ว่า เขาและเทอส่วนใหญ่ ก็ ไม่ได้เลือกที่จะปฎิเสธวิธีการใช้อำนาจบังคับที่ผู้ใหญ่กระทำต่อพวกเขาและเทอ แต่ เลือกที่จะแสวงหาความเป็นผู้ใหญ่; รุ่นพี่; ผู้อาวุโส , และกลายสภาพเป็น'ผู้กระทำ' กับ คนที่เด็กกว่าแทน ......
เหมือนอย่างที่'ผู้ใหญ่ 'ทำกับเขา......
[นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของสิ่งที่เรียกว่า 'สตรัคเจอรัล ไวโอเลนซ์'( มาจากคำ ว่า structure - สิ่งที่เป็นกรอบ ข้อบังคับ กด ของสังคม, และ violence - การกระทำด้วยความรุนแรง การละเมิด หรือทำร้าย, หรือ เราจะนิยามง่ายๆ ว่า ความรุนแรงที่เกิดจากระบบความสัมพันธ์ในสังคม อย่างเช่นการยอมรับในอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำให้เกิดขึ้น)
และสิ่งที่เรียกว่า 'สตรัคเจอรัล ไวโอเลนซ์' เองสร้างตัวเองซ้ำๆ ผ่าน คนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ผ่านสิ่งที่เรียกว่า ประเพนี วัดทะนะทำ หรือ มาตรฐานของสังคม]
ในเรื่องนี้นอกจากอันนี้แล้ว
ขอให้ลองอ่าน การ วิเคราะห์ ของ พิชญ์ (เป็นครูที่จุลา) ใน เสีย 1 ได้ 3
ถ้าอยากอ่านมากกว่านั้น ลองดูการวิคราะห์เรื่องนี้ เชื่อมโยงไปถึงเรื่องที่สังคมไทยชอบระบบอาวุโส เกลียดความเป็นเด็ก
-- พิธี 'กำซึ้ง' --
- ข้อสังเกตว่าด้วย อำนาจ และ รางวัลปลอบใจ -
ปกติท้ายๆ ของกระบวนการว๊ากงี่เง่า ก็จะมี "พิธี กำซึ้ง " อยู่ด้วย
ที่มันซึ้งได้เนี่ยง่ายมากที่จะอธิบาย
เพราะ ถ้าเราเข้าใจกระบวนการทางจิตใจอย่างหนึ่ง คือเวลาที่ เราถูกกดดันมากๆ
แล้วไม่มีทางไป เรามีแนวโน้มที่จะยึดเอา สิ่งที่มีอยู่เป็นที่พึ่ง ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด
เพราะ ถ้าเราเข้าใจกระบวนการทางจิตใจอย่างหนึ่ง คือเวลาที่ เราถูกกดดันมากๆ
แล้วไม่มีทางไป เรามีแนวโน้มที่จะยึดเอา สิ่งที่มีอยู่เป็นที่พึ่ง ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด
และเวลาที่ พวกนั้น ซึ่ง ด่าคุณแบบโง่ๆมาตลอดขอโทษขอโพย มาอ้างเหตุผลอะไรสารพัด ประมางว่า หวังดี ฯลฯ อะไรแบบนั้น....
ด้วยอะไรก็ตาม(ก็ไม่รู้ หน้าที่การอะทิบายะเราจะยกให้นักจิดวิดยาทำ) มันเป็นสภาวะอารมณ์ที่ง่ายที่จะยอมรับ
ด้วยอะไรก็ตาม(ก็ไม่รู้ หน้าที่การอะทิบายะเราจะยกให้นักจิดวิดยาทำ) มันเป็นสภาวะอารมณ์ที่ง่ายที่จะยอมรับ
ซึ่งเวลาที่ พวกทหารพยายามจะทรมานเพื่อคอนเวอร์ทฝ่ายตรงข้ามมาเป็นพวกเค้าก็ใช้วิธีคล้ายๆแบบนี้
ขอให้ดูตัวอย่าง ไม่เหมือนแต่คล้ายๆนะ ผู้หญิงที่ถูกผัวตี เช้าเย็น แล้ว ถูกผัว ข่มขู่ ให้กลัวโลกภายนอก อย่างเช่น อย่าไปบอกใครนะ หรือ ไม่มีใครสนใจเทอหรอก ฯลฯ ปนๆไปกับการบอกรัก มักจะ ยอมรับคำขอโทษ ของผ้วได้บ่อยๆ และกลับมาคืนดีกับผัวได้ และ อาจจะบอกหรือประกาศกับโลกว่ารักผัวได้ง่าย
ซึ่งอาจจะดูไม่มีเหตุผล
แต่นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ
ซึ่งอาจจะดูไม่มีเหตุผล
แต่นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ
เพราะฉะนั้นในทางจิตวิทยา มันเป็นเรื่องที่อธิบายได้ง่ายมากกว่า มันเป็นเองของกระบวนการการ ลงโทษและให้รางวัลมันถึงทำให้คุณหรือใครรู้สึกอย่างนั้น
ลองเปรียบเทียบกับ เรื่องรับน้อง เราสามมาด ลองอ่านความเห็น แบบที่บอกว่าเขายอมรับ เรื่องพวกนี้
แล้วดูว่า มันมีกระบวนการอย่างนี้เกิดขึ้นจริงไหม
จะเห็นว่าเป็นไปตามแพทเทอร์นที่ว่าทุกอย่าง
จะเห็นว่าเป็นไปตามแพทเทอร์นที่ว่าทุกอย่าง
[และจะว่าไป นี่เป็นการส่งเสริม "วัฒนธรรม ซาดิสม์ มาโซคิสม์" อย่างหนึ่ง
คือการที่บางคนมีความเชื่อว่า ถ้ายอมลำบากแล้วจะได้อะไร บางอย่างตอบแทน
ถ้าคิดว่าไม่จริง เราจะอธิบาย "บ้านทรายทอง" "ดาวพระศุกร์" "อุ่นไอรัก" หรืออะไรคล้ายๆอย่างนี้ ที่เป็นที่นิยมในวัฒนธรรมไทย ได้ยังไง ]
--การแสดงออก เกี่ยวกับความกดดันเรื่องเพศ--
การเล่นบางอย่างแสดงให้เห็นว่าเรา มีแนวโน้มที่จะ ใช้อำนาจบังคับ ขืนใจให้ รุ่นน้อง ทำอะไรบางอย่างที่มัลักษณะเป็นการละเมิดทางเพศ
ผมไม่ได้คิดว่า การที่ ใครที่เขาชอบพอกันจะไปอะไรให้กันน่ะมันไม่ดี
เป็นเรื่องที่ดีออก(มั๊ง ?...ถ้ารู้จักดูแลตัวองนะ)
แต่การที่ใครบางคนบังคับให้ แบบปลอมๆ นี่ก็เป็นการบังคับขืนใจ ละเมิดฮิวแมนไรท์ กันจะๆ
และนอกจากนั้น มันสะท้อนว่า จินตนาการทางเพศบางอย่าง, ในด้านมืดของบางคนที่ปกติอาจจะไม่แสดงออก,ที่เชื่อมโยงกับความต้องการอำนาจในการควมคุมผู้อื่น, ได้รับการแสดงออกมาในกิจกรรมลักษณะนี้ นี่เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ผู้เขียนขอละเอาไว้ก่อน
แค่อยากตั้งข้อสังเกตว่าการทำให้ผู้อื่นละอายเป็นส่วนหนึ่งขอกการทรมานในวัฒนะทำทางทหาร และ วัฒนธรรมการมีเซ็กส์ที่เชื่อมโยงกับการบังคับและการใช้ความรุนแรง ที่มีอยู่ในสังคม
--การเรียนรู้ที่จะ ยอมรับสภาวะแบบ"อำนาจนิยม"--
ไม่ได้ยากอะไรสำหรับ เดะๆที่ โตมาในครอบคัวแบบอำนาจนิยม ที่จะคุ้นเคยกับวิธีคิดแบบอำนาจนิยม
( แน่นอน ไม่ใช่ฉะเพาะครอบครัว แต่นี่เป็นสังคมแบบอำนาจนิยม ที่ "อำนาจคือธรรม", แบบคำของกุหลาบสายประดิษฐ์ที่เขียนก่อนการล้มระบบ สมบูนรนายาฯ ซึ่งเป็นระบบที่พูดง่ายๆก็คือ เจ้า คือ ความถูกต้อง ในปี2475 , หรือ เป็นสังคมผู้มีอำนาจต้องถูกทุกอย่าง ห้าม 'หมิ่น' แตะต้องไม่ได้ )
แล้ว เด็กๆ ที่ไม่มีพลังอำนาจพอที่จะ คัดค้านมันได้ จะทำยังไง ส่วนใหญ่ก็จะยอมรับความไม่เท่าเทียมกันอย่างเซื่องๆ แล้วพยายามปรับตัว ทั้งด้วยการหาข้อแก้ตัวให้กับระบบ, เฉไฉไปพึ่งสิ่งปลอบใจอย่างศาสนา ซึ่งก็มีทั้งศาสนาใหม่และเก่า 'ศาสนานำเข้า'และ ศาสดา'ไทย', หรือ แสวงหาความเป็นผู้อยู่เหนือในระบบที่ไม่เท่าเทียมด้วยการ เหยียบหัว หรือ แข่งขันกัน เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่สูงกว่าในระบบนั้น
คือ นี่เป็นเรื่องปกติ ,ในแง่ที่ว่าเมื่อสังคมเป็นแบบนี้คนส่วนใหญ่ก็ย่อมเป็นแบบนี้, มันแปลกด้วยซ้ำที่คุณจะอยู่กับอะไรบางอย่างที่คุณไม่ชอบในตอนแรกไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอมรับมันเลย
มันเป็นรูปแบบการเอาตัวรอดทางจิตใจอย่างนึงของมนูษย์
คือ การหาข้อดีจากสิ่งที่เคยรู้สึกว่าทำร้ายเขา
อันนี้เป็นทั้งโลก
ลองนึกถึง ในอินเดีย
ผู้หญิงอินเดีย คนหนึ่ง แต่งงานเข้ามาเป็นลูกสะไพ้ของ คอบคัวคอบคัว1 เทอโดนกดขี่ข่มเหงจากแม่ผัวมากๆ เทอร้องไห้บ่อยๆ และเกลี่ยดสิ่งเหล่านั้น แต่ในที่สุดเทอก้อยอมรับ และ เทออาจจะค่อยๆ ทำไจยอมรับแม่ผัวและคนในครอบคัวได้ ถึงแม้ว่าบางทีจะไม่ชอบนัก พอเทออายุมากขึ้น เทอมีลูกชาย และลูกชายเทอตาย เทออาจ สามาด หนับหนุน ให้ลูก'ไพ้ โดดเข้ากองไฟได้.............
เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่นิยาย ของ "น้ำอบ; ทมยันตี; หรือ กฤษณา อโศกสิน " แต่เกิดขึ้นจริงๆในสังตมอินเดีย
มันบอกอะไรเราหรือ ???
---สุดท้ายเกี่ยวกับ รับน้อง ว๊าก ระบบโซตัส---
แน่นอนว่าไม่มีระบบ เลวร้ายอะไรในสังคมที่อยู่ได้ โดยมีแต่การลงโทษ
การที่ระบบเลวๆบางอย่างอยู่ได้เพราะ มันมีส่วนของการให้รางวัลอยู่ด้วย
การที่ระบบเลวๆบางอย่างอยู่ได้เพราะ มันมีส่วนของการให้รางวัลอยู่ด้วย
รางวัลเล็กๆน้อยอาจจะใหญ่ขึ้น เวลาที่คุณกำลังลำบาก แต่อยากจะสะกิดให้เราระลึกไว้ว่าเราไม่จำเป็นต้อง สร้างการทรมานแบบเฟ๊กๆ เพื่อที่จะเห็นเรื่องธรรมดาเป็นสิ่งที่มีคุณค่า
เหมือน น้ำ เล็กๆน้อยอาจจะ มีค่าสำหรับคนที่อยู่ในทะเลทราย
แตปัญหาคือ
ในเมื่อเราหรือคนอื่นเขามีทางเลือก ทำไมเราต้องถูกพวกคุณ, ซึ่งไม่รู้จักที่อื่นๆเพราะไม่แสวงหาและไม่รู้, ลากไปอยู่ในทะเลทรายก่อนแล้วค่อยมายื่นน้ำให้เราด้วย (วะ) 55555
ทำไมเราต้องทำตามคุณในเมื่อทั้งเราและคุณมีทางเลือกที่ดีกว่านี้
ทำไม่เราไม่ไปที่อิ่นทำอย่างอื่นที่มันดีกว่านี้ (วะ)
(นี่ยังไม่ต้องนับพวกจัดงานรับน้องเพื่อหวังจะลวนลาม หรือ ฯลฯ คนอื่น หรอกนะ)
เขียนเพราะ
อยากให้มีการแลกเปลี่ยนกันในบล็อกเกี่ยวกับเรื่องนี้
อยากฟังความคิดของเพื่อน ๆ
บทความอื่นๆที่น่าสนใจ เพิ่มเติม
นิธิ เอียวฯ
รับน้อง
edit @ 2005/06/19 15:06:16
edit @ 2006/01/19 02:11:23
edit @ 2006/01/19 02:11:45
edit @ 2006/01/19 02:17:24