2005/Jun/18

มหาลัย สามารถเป็นที่ที่ คนรุ่นใหม่ สามารถ เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อที่จะปลดปล่อย ตัวเอง ออกจากกรอบ ที่ไม่เข้าท่าของสังคม พร้อมๆไปกับการร่วมกันหาทางเลือกใหม่ๆ เพื่อสังคมที่ดีกว่าเดิม
หรือ เป็นที่ใช้สร้างกระบวนการรีโปรดัคชั่นหรือแบบจำลองของสังคมอำนาจนิยม เพื่อ ให้เด็กๆได้โตขึ้น และยอมรับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอำนาจนิยมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้


จาก เฟรชชี่ สู่ว๊ากเกอร์
การ วิเคราะ วิจาน การรับน้อง ระบบอาวุโส และ อำนาจนิยม ใน หมาลัย

หลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
ประเด็นสำคัญอันแรก ที่คนเขียนอยากจะพูดถึงในเรื่องนี้ คือ

ทำไม คนที่เคยเป็นเด็กๆ ที่เคยรู้สึกว่า อันนี้มันแย่ๆๆๆห่วยแตกฯลฯ กลายมาเป็น วากเกอร์ ในปีถัดมาได้

คือมันมีคำอธิบายยอดฮิต อยู่ชุดนึง, ที่พยายามสรุปง่ายๆว่าเพราะมันดีเลยทำให้ยอมรับได้,ซึ่งเหมือนกับคำอธิบาย เรื่องอื่นที่เป็นคอมมอนเซนส์ในสังคม คือมันเป็นความเชื่อที่ไม่จริง; เพียงแต่มันพูดกันบ่อยๆโดยสังคมที่ไม่รู้จักการวิเคราะห์วิจารณ์; เพราะมันเป็นสังคมถูกหล่อหลอมมาในระบบที่สอนให้คนมีทางเลือกอยู่สองทาง คือยอมจำนนต่อผู้มีอำนาจ และ/หรือหาทางออกด้วยการเป็นผู้มีอำนาจเสียเอง (ซึ่ง ระบบอาวุโสในมหาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น)
และเหมือนกับคำอธิบายแบบคอมมอนเซนส์ทั่วไปคือมัน มองข้ามปัจจัยทางจิตวิทยา ทางสังคม และรายละเอียดจำนวนมาก ที่ทำให้คนที่ไม่ยอมรับการรับน้องเท่าไหร่ กลับมาเป็นรุ่นพี่ที่เห็นดีเห็นงามไปกับการทำทรมานคนอื่นอย่างหน้าชื่นตาบาน

--- ระบบนี้ให้อะไรรึ?---
--- ทำไม หลายคนถึงหลงไหลกับมัน ? ---
ข้อที่สำคันอย่างหนึ่งที่ไม่น่ามองข้ามคือ ระบบนี้ ให้อำนาจ และ รางวัน กับ คุณ ถ้าคุณยอมรับมัน มันสัญญาว่า คุณ สามารถ แสดงอารมณ์ดิบ กับคนอื่นได้ สามารถทำอะไรบางอย่างแบบเดียวหรือคล้ายๆ กับที่คุณเคยถูกกระทำมา,ไม่ว่าจะในครอบครัว,ชุมชนหรือคณะ ได้ อีก3 ปี
เดะๆไทย ซึ่งปกติ ไม่มีอำนาจมากนัก เพราะอยู่ใต้ อำนาจของพ่อแม่ ผู้ใหญ่ ตลอด น่าจะสนใจ หรือมีแนวโน้มที่จะหลงไหลมันมากทีเดียว
นี่เป็นเรื่องหนึ่งเหมือนกัน ที่น่าพิจารณา
คือสังคมไทยมันไม่สนับสนุนให้ เด็กคิด หรือโต้แย้งกับผู้ใหญ่มากนักอยู้แร้น,ซึ่งมานม่ายช่ายสิ่งที่ดีผมคิดว่าเราควรเปลี่ยน,เพราฉะนั้นการแสวงหา คัลท์(กลุ่ม,ความเชื่อ,หรือแนวทาง) หรือ คอมมิวนีตีของตัวเองมันก็ไม่ยากที่จะเกิดขึ้น เราก็เห็นปรากดการนี้ได้จากหลายอย่าง ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต ระบบคุณค่า รวมทั้งในวิธีการใช้ภาษาด้วย
แต่ปัญหาคือ
แทนที่เด็กส่วนใหญ่จะสร้างสังคมกลุ่มย่อย ที่มีรูปแบบความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก ผู้ใหญ่หรือคนมีอำนาจ มันมักไม่เป็นอย่างนั้น เขาหรือเทอ ส่วนใหญ่ก็ มักจะต่างได้แค่รูปแบบบางอย่าง แต่โดยรากถานทางการคิดแล้ว เขาก็ก็อปปีเอา สิ่งที่เป็นพื้นถานทางวัดทะนะทำของผู้ใหญ่ อย่างเช่นความหลงไหล; เชื่อ; และ บูชา ในความมีอำนาจ, หรือความหลงไหลที่จะบังคับคนอื่นในนามของประเพณี ระเบียบวินัย หรือภายใต้คำ'เท่ๆ'คำไหนก็ตาม มาเป็นส่วนหนึ่งของ ชุมชนที่พวกเขาและเทอสร้างขึ้น
( แต่ต้อง ขอย้ำว่าในการพยายามวิเคราะห์อันนี้ เราไม่ได้กำลังโทษหรือ ว่าเขาเหล่านั้นเลย ไม่แม้แต่นิดเดียว เพราะการที่เราจะหวังว่า เด็กส่วนใหญ่ที่ถูกกระทำอย่างหนึ่งมาตลอด, คือถูกเลี้ยงดู;ปั้นแต่ง;ลงโทษ;บีบบังคับด้วยอำนาจจากผู้ใหญ่, จะ เปลี่ยนแปลงด้วยการทำสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเนี่ย มันไปไม่ได้ )
ซึ่งที่เป็นอยู๋เราก็เห็นๆกันแล้วจากประเพณีการรับน้อง ว่า เขาและเทอส่วนใหญ่ ก็ ไม่ได้เลือกที่จะปฎิเสธวิธีการใช้อำนาจบังคับที่ผู้ใหญ่กระทำต่อพวกเขาและเทอ แต่ เลือกที่จะแสวงหาความเป็นผู้ใหญ่; รุ่นพี่; ผู้อาวุโส , และกลายสภาพเป็น'ผู้กระทำ' กับ คนที่เด็กกว่าแทน ......
เหมือนอย่างที่'ผู้ใหญ่ 'ทำกับเขา......
[นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของสิ่งที่เรียกว่า 'สตรัคเจอรัล ไวโอเลนซ์'( มาจากคำ ว่า structure - สิ่งที่เป็นกรอบ ข้อบังคับ กด ของสังคม, และ violence - การกระทำด้วยความรุนแรง การละเมิด หรือทำร้าย, หรือ เราจะนิยามง่ายๆ ว่า ความรุนแรงที่เกิดจากระบบความสัมพันธ์ในสังคม อย่างเช่นการยอมรับในอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำให้เกิดขึ้น)
และสิ่งที่เรียกว่า 'สตรัคเจอรัล ไวโอเลนซ์' เองสร้างตัวเองซ้ำๆ ผ่าน คนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ผ่านสิ่งที่เรียกว่า ประเพนี วัดทะนะทำ หรือ มาตรฐานของสังคม]

ในเรื่องนี้นอกจากอันนี้แล้ว
ขอให้ลองอ่าน การ วิเคราะห์ ของ พิชญ์ (เป็นครูที่จุลา) ใน เสีย 1 ได้ 3
ถ้าอยากอ่านมากกว่านั้น ลองดูการวิคราะห์เรื่องนี้ เชื่อมโยงไปถึงเรื่องที่สังคมไทยชอบระบบอาวุโส เกลียดความเป็นเด็ก
-- พิธี 'กำซึ้ง' --


- ข้อสังเกตว่าด้วย อำนาจ และ รางวัลปลอบใจ -

ปกติท้ายๆ ของกระบวนการว๊ากงี่เง่า ก็จะมี "พิธี กำซึ้ง " อยู่ด้วย
ที่มันซึ้งได้เนี่ยง่ายมากที่จะอธิบาย
เพราะ ถ้าเราเข้าใจกระบวนการทางจิตใจอย่างหนึ่ง คือเวลาที่ เราถูกกดดันมากๆ
แล้วไม่มีทางไป เรามีแนวโน้มที่จะยึดเอา สิ่งที่มีอยู่เป็นที่พึ่ง ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด
และเวลาที่ พวกนั้น ซึ่ง ด่าคุณแบบโง่ๆมาตลอดขอโทษขอโพย มาอ้างเหตุผลอะไรสารพัด ประมางว่า หวังดี ฯลฯ อะไรแบบนั้น....
ด้วยอะไรก็ตาม(ก็ไม่รู้ หน้าที่การอะทิบายะเราจะยกให้นักจิดวิดยาทำ) มันเป็นสภาวะอารมณ์ที่ง่ายที่จะยอมรับ
ซึ่งเวลาที่ พวกทหารพยายามจะทรมานเพื่อคอนเวอร์ทฝ่ายตรงข้ามมาเป็นพวกเค้าก็ใช้วิธีคล้ายๆแบบนี้
ขอให้ดูตัวอย่าง ไม่เหมือนแต่คล้ายๆนะ ผู้หญิงที่ถูกผัวตี เช้าเย็น แล้ว ถูกผัว ข่มขู่ ให้กลัวโลกภายนอก อย่างเช่น อย่าไปบอกใครนะ หรือ ไม่มีใครสนใจเทอหรอก ฯลฯ ปนๆไปกับการบอกรัก มักจะ ยอมรับคำขอโทษ ของผ้วได้บ่อยๆ และกลับมาคืนดีกับผัวได้ และ อาจจะบอกหรือประกาศกับโลกว่ารักผัวได้ง่าย
ซึ่งอาจจะดูไม่มีเหตุผล
แต่นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ
เพราะฉะนั้นในทางจิตวิทยา มันเป็นเรื่องที่อธิบายได้ง่ายมากกว่า มันเป็นเองของกระบวนการการ ลงโทษและให้รางวัลมันถึงทำให้คุณหรือใครรู้สึกอย่างนั้น
ลองเปรียบเทียบกับ เรื่องรับน้อง เราสามมาด ลองอ่านความเห็น แบบที่บอกว่าเขายอมรับ เรื่องพวกนี้

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9480000079981
ในความเห็นที่ 119
แล้วดูว่า มันมีกระบวนการอย่างนี้เกิดขึ้นจริงไหม
จะเห็นว่าเป็นไปตามแพทเทอร์นที่ว่าทุกอย่าง
[และจะว่าไป นี่เป็นการส่งเสริม "วัฒนธรรม ซาดิสม์ มาโซคิสม์" อย่างหนึ่ง
คือการที่บางคนมีความเชื่อว่า ถ้ายอมลำบากแล้วจะได้อะไร บางอย่างตอบแทน

ถ้าคิดว่าไม่จริง เราจะอธิบาย "บ้านทรายทอง" "ดาวพระศุกร์" "อุ่นไอรัก" หรืออะไรคล้ายๆอย่างนี้ ที่เป็นที่นิยมในวัฒนธรรมไทย ได้ยังไง ]


--การแสดงออก เกี่ยวกับความกดดันเรื่องเพศ--
การเล่นบางอย่างแสดงให้เห็นว่าเรา มีแนวโน้มที่จะ ใช้อำนาจบังคับ ขืนใจให้ รุ่นน้อง ทำอะไรบางอย่างที่มัลักษณะเป็นการละเมิดทางเพศ

ผมไม่ได้คิดว่า การที่ ใครที่เขาชอบพอกันจะไปอะไรให้กันน่ะมันไม่ดี
เป็นเรื่องที่ดีออก(มั๊ง ?...ถ้ารู้จักดูแลตัวองนะ)
แต่การที่ใครบางคนบังคับให้ แบบปลอมๆ นี่ก็เป็นการบังคับขืนใจ ละเมิดฮิวแมนไรท์ กันจะๆ
และนอกจากนั้น มันสะท้อนว่า จินตนาการทางเพศบางอย่าง, ในด้านมืดของบางคนที่ปกติอาจจะไม่แสดงออก,ที่เชื่อมโยงกับความต้องการอำนาจในการควมคุมผู้อื่น, ได้รับการแสดงออกมาในกิจกรรมลักษณะนี้ นี่เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ผู้เขียนขอละเอาไว้ก่อน

แค่อยากตั้งข้อสังเกตว่าการทำให้ผู้อื่นละอายเป็นส่วนหนึ่งขอกการทรมานในวัฒนะทำทางทหาร และ วัฒนธรรมการมีเซ็กส์ที่เชื่อมโยงกับการบังคับและการใช้ความรุนแรง ที่มีอยู่ในสังคม

--การเรียนรู้ที่จะ ยอมรับสภาวะแบบ"อำนาจนิยม"--
ไม่ได้ยากอะไรสำหรับ เดะๆที่ โตมาในครอบคัวแบบอำนาจนิยม ที่จะคุ้นเคยกับวิธีคิดแบบอำนาจนิยม
( แน่นอน ไม่ใช่ฉะเพาะครอบครัว แต่นี่เป็นสังคมแบบอำนาจนิยม ที่ "อำนาจคือธรรม", แบบคำของกุหลาบสายประดิษฐ์ที่เขียนก่อนการล้มระบบ สมบูนรนายาฯ ซึ่งเป็นระบบที่พูดง่ายๆก็คือ เจ้า คือ ความถูกต้อง ในปี2475 , หรือ เป็นสังคมผู้มีอำนาจต้องถูกทุกอย่าง ห้าม 'หมิ่น' แตะต้องไม่ได้ )
แล้ว เด็กๆ ที่ไม่มีพลังอำนาจพอที่จะ คัดค้านมันได้ จะทำยังไง ส่วนใหญ่ก็จะยอมรับความไม่เท่าเทียมกันอย่างเซื่องๆ แล้วพยายามปรับตัว ทั้งด้วยการหาข้อแก้ตัวให้กับระบบ, เฉไฉไปพึ่งสิ่งปลอบใจอย่างศาสนา ซึ่งก็มีทั้งศาสนาใหม่และเก่า 'ศาสนานำเข้า'และ ศาสดา'ไทย', หรือ แสวงหาความเป็นผู้อยู่เหนือในระบบที่ไม่เท่าเทียมด้วยการ เหยียบหัว หรือ แข่งขันกัน เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่สูงกว่าในระบบนั้น

คือ นี่เป็นเรื่องปกติ ,ในแง่ที่ว่าเมื่อสังคมเป็นแบบนี้คนส่วนใหญ่ก็ย่อมเป็นแบบนี้, มันแปลกด้วยซ้ำที่คุณจะอยู่กับอะไรบางอย่างที่คุณไม่ชอบในตอนแรกไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอมรับมันเลย
มันเป็นรูปแบบการเอาตัวรอดทางจิตใจอย่างนึงของมนูษย์
คือ การหาข้อดีจากสิ่งที่เคยรู้สึกว่าทำร้ายเขา

อันนี้เป็นทั้งโลก
ลองนึกถึง ในอินเดีย
ผู้หญิงอินเดีย คนหนึ่ง แต่งงานเข้ามาเป็นลูกสะไพ้ของ คอบคัวคอบคัว1 เทอโดนกดขี่ข่มเหงจากแม่ผัวมากๆ เทอร้องไห้บ่อยๆ และเกลี่ยดสิ่งเหล่านั้น แต่ในที่สุดเทอก้อยอมรับ และ เทออาจจะค่อยๆ ทำไจยอมรับแม่ผัวและคนในครอบคัวได้ ถึงแม้ว่าบางทีจะไม่ชอบนัก พอเทออายุมากขึ้น เทอมีลูกชาย และลูกชายเทอตาย เทออาจ สามาด หนับหนุน ให้ลูก'ไพ้ โดดเข้ากองไฟได้.............
เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่นิยาย ของ "น้ำอบ; ทมยันตี; หรือ กฤษณา อโศกสิน " แต่เกิดขึ้นจริงๆในสังตมอินเดีย
มันบอกอะไรเราหรือ ???

---สุดท้ายเกี่ยวกับ รับน้อง ว๊าก ระบบโซตัส---
แน่นอนว่าไม่มีระบบ เลวร้ายอะไรในสังคมที่อยู่ได้ โดยมีแต่การลงโทษ
การที่ระบบเลวๆบางอย่างอยู่ได้เพราะ มันมีส่วนของการให้รางวัลอยู่ด้วย
รางวัลเล็กๆน้อยอาจจะใหญ่ขึ้น เวลาที่คุณกำลังลำบาก แต่อยากจะสะกิดให้เราระลึกไว้ว่าเราไม่จำเป็นต้อง สร้างการทรมานแบบเฟ๊กๆ เพื่อที่จะเห็นเรื่องธรรมดาเป็นสิ่งที่มีคุณค่า

เหมือน น้ำ เล็กๆน้อยอาจจะ มีค่าสำหรับคนที่อยู่ในทะเลทราย
แตปัญหาคือ
ในเมื่อเราหรือคนอื่นเขามีทางเลือก ทำไมเราต้องถูกพวกคุณ, ซึ่งไม่รู้จักที่อื่นๆเพราะไม่แสวงหาและไม่รู้, ลากไปอยู่ในทะเลทรายก่อนแล้วค่อยมายื่นน้ำให้เราด้วย (วะ) 55555
ทำไมเราต้องทำตามคุณในเมื่อทั้งเราและคุณมีทางเลือกที่ดีกว่านี้
ทำไม่เราไม่ไปที่อิ่นทำอย่างอื่นที่มันดีกว่านี้ (วะ)
(นี่ยังไม่ต้องนับพวกจัดงานรับน้องเพื่อหวังจะลวนลาม หรือ ฯลฯ คนอื่น หรอกนะ)

เขียนเพราะ
อยากให้มีการแลกเปลี่ยนกันในบล็อกเกี่ยวกับเรื่องนี้
อยากฟังความคิดของเพื่อน

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ เพิ่มเติม
นิธิ เอียวฯ
รับน้อง

edit @ 2005/06/19 15:06:16
edit @ 2006/01/19 02:11:23
edit @ 2006/01/19 02:11:45
edit @ 2006/01/19 02:17:24
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
คนเขียนขออนุยาดชี้แจงนิหน่อย :

(1) ตั้งใจเขียนหนังสือแบะนี้เพราะอยากรู้ว่าพาสา แบบที่เด็กๆเค้าชั้ยกันน่ะ
เราจายอมรับมันในถานะของ พาษาที่ใช้ในการวิเคาะอย่างจิงจัง มากกว่าที่จะเป็นแค่ ของเล่น หรือ พาสาเดะๆ ได้ม๊าย ซึ่งคนเขียนคิดว่า,ถึงจะไม่คุ้นเคยนัก, เราไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องไปแอนตี การสร้างสรรเล็กๆน้อยเหล่านี้ เพราะเป็นสันยะลักอย่างหนึ่งในยอมรับความต่างทางวัดทะนะทำตราบใดที่มันไม่ละเมิด มนุษย์คนอื่นๆ

พวกอะนุรักพาสาอ่านแล้วอาดอยากบ่นไนทำนองแบะว่า "ม่านร๊ากพาสาไทเหรอ" หรือ "พวกนี้มานม่ะรักชาด" เชิน บ่นไป เราไม่สนใจ แบร่ะๆๆๆ:-P แต่ถ้าอยากจะยกข้อโต้แย้งหรือคำอธิบายต่างๆ มาแย้งเอาเลย พรรค์นั้นค่อยมีสาระหน่อย น่าเถียงด้วย....
#1  by  ### d r e a m e r ^ _ ^ At 2005-06-18 16:45, 
(2) นี่เป็นความเห็นของคนที่รู้สึกว่า 'รับน้อง' 'ระบบอาวุโส' 'โซตัส' 'อำนาจนิยม' นี่เลวซาม ชั่ว ไม่มีชิ้นดี หรือพูดให้ตงฟามจริงหรือแฟร์หน่อย คือ เชี่ยแม่งมีดีอยู่น้อยมากเมือเทียบกับข้อเสีย จนไม่มีค่าพอที่จะไป"อะนุลัก"มันเอาไว้
ต้องขออธิบายให้ชัดเจนว่า 'ราบบอาวุโส' หรือ "อำนาจนิยม" ที่ว่านี้ คนเขียน หมายถึง อะไรก็ตามที่อยู่บนพื้นถานของการ บังคับคนอื่นให้ทำบางอย่าง, โดยใช้อำนาจ, โดยการอ้างประเพณี,โดยการอ้างว่าทำกันมานานเก่าแก่, โดยการขู่ว่าถ้าไม่ทำแล้วจะได้รับผลเสีย,โดยการพยายามแซงชั่นคนที่ไม่ทำ, และอีกสาระพัด, โดยไม่มีเหตุอันควรจริงๆ เช่น ปกป้องความปลอดภัย หรือ ไรท์ของบุคคน ที่หมายถึง สิทธิ,อำนาจ, และ ความชอบธรรมพึงมีของบุคคนคนอื่นจริง

(ซึ่งเรื่องพวกนี้อาจจะยอมรับการบังคับกันได้บ้าง แต่เรื่องพวกนี้ควรจาเป็งส่วนน้อย และในรายละเอียดต้องไป เปิดพื้นที่ เถียงกันโด้แย้งกันเพื่อพิสูดว่า เรื่องน้านเรื่องนี้ลาเมิดใครจริงหรือเปล่า ยังไง แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง.... )

ซึ่งกิจกรรมที่เน้นวิธีการอำนาจนิยมพวกนี้ หลักๆก็มีขึ้นเพื่อ ความพอใจ การระบาย 'รมณ์ ความสะใจ บ้าพลัง 9ร9 แต่ก็พยายามอ้างว่ามีข้อดี ซึ่งก็จะเป็นข้อแก้ตัวบ๊องๆ ที่เอาเข้าจริงแล้วส่วนใหญ่ฟังไม่ขึ้น.....
#2  by  ### d r e a m e r ^ _ ^ At 2005-06-18 16:46, 
อยากอ่านความเห็นของทุกคนเกี่ยวกะเรื่องนี้อ่ะ
#3  by  ### d r e a m e r ^ _ ^ At 2005-06-18 17:54, 
หนูอยู่ปี 1 โดนว๊ากทุกวัน
แต่หนูไม่เคยโดดเวลาพี่เขานัด
ทั้งๆที่หนูเกลียดการว๊ากแบบไร้สาระของรุ่นพี่ในคณะ
แต่ที่หนูเข้าเพราะ รัก รักคณะ รักสถาบัน
..
.
ที่รร.ตอนมัดยมก้อมีว๊าก แต่ว๊ากแร้วหนูเกรง
หนูเคารพ แต่พอปี1 ไมมันว๊ากแบบ...เงี่ย..งี้นะ
เอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาด่า
มีเพื่อนคนนึง เค้าลุกขึ้นพูดเรยว่า
"คนเราจะดีได้ จะอยู่ในสังคมได้ จะมีระเบียบได้ โดยไม่จำเป็นต้องว๊ากเสมอไป" พี่เขาอึ้งกันเป็นแถว
.
ว๊ากแร้วเราต้องเกรงนะ แต่นี่ว๊ากแร้วกลัว
เกรง กับ กลัว ไม่เหมือนกัน
ที่เขาว๊ากกันดีดี มีสาระก้อมี แต่ที่หนูนะ ไม่มีสาระเรย
.
คนมันถูกเลี้ยงมาไม่เหมือนกัน
ดูโดนว๊าก หลายครั้ง แต่ไม่ได้ร้องไห้ กับเรื่องไม่เป็นเรื่อแบบนี้ บางคนร้องเรย บอกว่าจะลาออก ไม่อยากเรียนคณะนี้
อ่าว...เปงงั้นไป ว๊ากเปงพระเจ้ามรึงซะงั้น 55+++
.
มันก้อแร้วแต่เน๊อะ คนเรามีหลายมุมมอง
พอดีว่าเราเจอในมุมมองที่มันไม่ดีไง
ที่ดีดีก้อมีเยอะอ่ะ
แต่ข้อดีของที่เราเรียนน่ะคือ มีเวลาจำกัดแน่นอน
ไม่มาก ขนาดถึงทั้งวัน หรือครึ่งวัน แค่2-3 ชม.
แร้วก้อไม่ได้รับน้องอุบาทๆๆ อันนี้ขอบคุณรุ่นพี่ทุกคน
ตายห่าแร้ว
หนูไม่เคยเม้นให้ใครยาวเท่านี้มาก่อน
.
.
แสดงว่าเห็นเราเปงคนพิเสด

555 (หลงตัวเองชิบ.. )
#6  by  ### d r e a m e r ^ _ ^ At 2005-06-18 18:25, 
Dream-catcher visit dreamer ka =)
thanks for visiting my blog naka.
I was a Vakker when I was sophomore..I never shout without any reason except when freshy didn't come. I think some vakkers are reasonable but some are not. Things always have 2 side...rub nong is same ka.
sorry that I can't type Thai. I have to go to thai typing website and paste here but im so lazy now ^_^''
#7  by  BlUesE@-BlUesKy At 2005-06-18 20:20, 
อย่าเพิ่งเลิกเถ๊อะ ปีหน้าจะได้เข้ามหาลัยอยู่แล้ว อยากให้มีรับน้องมากๆ อ่ะ
#8  by  [Best Pitcher] At 2005-06-18 21:45, 
to dreamcatcher
อะไรกัน
อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น เนี่ย !!!
#9  by  U may say i'm a dreamer but im not the onlyone (58.10.143.226) At 2005-06-19 02:40, 
บางสิ่งที่เราทำ..อาจหาเหตุผลไม่ได้..ว่าเราทำไปเพื่ออะไร..

แต่บางทีสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราทำ.. อาจมีคุณค่ากับบางคนที่มองเห็นคุณค่า..

การว๊าก...ทำไปเพื่ออะไร..?

ก็มีทั้งคนที่หาคำตอบได้แล้ว และหลายคนที่ยังหาเหตุผลของการกระทำเหล่านั้นไม่เจอ..ทั้งๆ ที่มีทั้งคนเรียกร้อง และหลีกเลี่ยง..

เช่นเดียวกับที่คุณสงสัย..และไปคอมเมนท์ว่า..เรื่องของไตรยางศ์..ที่บลอกของครู..

รู้ปายแย้วด้ายรายคับ
จำเปงรายที่ต้องรู้เรื่องพันนี้คับ..

หรือแปลได้ว่า..

รู้แล้วได้อะไรครับ
จำเป็นอะไรต้องรู้เรื่องพรรค์นี้ครับ

อย่างน้อยๆ เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะรักภาษาไทยมากกว่านี้..คุณจะไม่ละเลยที่จะรักษารากเหง้าของภาษาไทยไว้ไม่ให้ผิดเพี้ยนมากไปกว่านี้..



#10  by   ครูตอง® At 2005-06-19 12:32, 
เห็นด้วยกับครูตองค่ะ

บางสิ่งบางอย่าง ที่ทำไป ไม่ทุกคนหรอกที่หาความหมายของมันเจอ

หรือบางคนก็ไม่แม้แต่จะเคยคิดหาความหมายของมัน



เพียงแต่ยังมีคนที่เข้าใจความหมาย
และยังอยากหาความหมายของมันอยู่

มันก็ยังคงอยู่ต่อไปได้เพื่อคนที่อยากหาความหมายจากมัน

#11  by  Na - th (นัท) At 2005-06-19 14:07, 
ตอบคำถามให้แล้วนะคะ.. จะก๊อบมาก็ก๊อบไม่ได้..

ขอบคุณมากๆ ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น.. ชอบใจคุณเข้าแล้วสิ..

ว่างๆแวะถกกันต่อนะคะ..
#12  by   ครูตอง® At 2005-06-19 14:16, 
คุณ นัทครับ
ก็ การหาความหมายบางคน มันไปเดือดร้อน คนอื่นนี่ครับ
ถ้าใครสมัครใจอยากไปถูกว๊าก อยากไปถูกสั่งให้อมมะเขือ ก็ไม่ได้ว่าครับ

แต่การบังคับกันน่ะ ไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อม มันไม่เข้าท่าเท่านั้นแหละครับ ผมว่า
#13  by  ### d r e a m e r ^ _ ^ At 2005-06-19 14:26, 
- ผมออกตัวก่อนนะว่า ผมเคยผ่านระบบsotus มา และเห็นว่ามันไม่เหมาะกับยุคสมัยและสมควรเลิกไปได้แล้ว

- แต่ในหมู่เืพื่อนๆของผม มีบางคนที่ยังเห็นด้วยกับระบบนี้ อาจเพราะเค้ามีความเป็นปัจเจกบุคคลต่ำกว่า หรือมีความรู้สึกว่า sotus คือสถาบันของเขา หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
ถึงแม้ความคิดเห็นของพวกเค้าและผมจะไม่ตรงกัน แต่ผมก็เคารพความคิดเห็นของเขา และไม่พยายามพูดจารุนแรงถ้าเป็นไปได้

- จาก comment ใน blog ผม
ผมชอบความเห็นในประโยคแรกที่ว่าข้อความของผมออกแนวประชดประชัน แต่ท่าทางคุณจะไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์ ซึ่งสังเกตุและทึกทักเอาเองจากประโยคต่อๆมา
"ใครที่ต่างจากคุณก็ไม่มีค่าในสายตาคุณ"
ผมสงสัยว่าคุณต้องลงมองตัวคุณเองบ้างเหมือนกันนะ

- การว๊ากน้องนั้น เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมไม่ชอบ และพยายามยุติมัน ก็คือ การไม่เคารพความคิดของคนกลุ่มน้อย การไม่เคารพผู้ที่มีเหตุผลและวุฒิภาวะสูงกว่า

- แต่ในมุมมองของผู้ที่ยังรักการว๊าก พวกเค้ามักมองว่า พวกไม่ชอบว๊ากคือพวกที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์นี้มา หรือพวกที่ไร้สมองไร้ความคิด

- ผมไม่ชอบคนที่คิดอย่างย่อหน้าที่แล้ว (เป็นการส่วนตัว)

- ส่วนมุมมองของผู้ anti การว๊าก (แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงตัวผมเอง เพราะไม่ไม่อยากถูกตัวเองจำกัดความ) พวกเค้ามักมองว่า ผู้ที่ชอบระบบนี้นั้นบ้าอำนาจ หัวโบราณ และหัวดื้อ ไม่ยอมรับเสียงส่วนน้อย (ที่เดี๋ยวนี้ไม่น้อยแล้ว)

- ผมก็ไม่ค่อยชอบคนที่คิดอย่างย่อหน้าที่แล้ว..

- มีบ้างไหม คนที่มีความเห็นเป็นกลางจริงๆในโลก? (ผมเองก็ไม่เป็นกลาง)
#14  by  ABZee At 2005-06-19 14:35, 
อันนี้ก็น่าสนใจครับ
ก็อปมาให้อานนิดเดียว

http://www.thaingo.info/webboard/view.php?id=10013

นิธิ เอียวศรีวงศ

รับน้อง


มีเรื่องที่ผมอยากสะกิดให้คิดเพื่อเข้าใจประเด็นตรงนี้อยู่สองเรื่อง

เรื่องแรก การรับน้องในเมืองไทยนั้นเป็นเรื่องของอำนาจอย่างชัดเจน อย่าไปดัดจริตหาเหตุผลอื่นๆ เลยครับ เพราะมันชัดเสียจนน่าจะขวยปากที่จะไปยกให้เรื่องอื่น นอกจากนี้ เรื่องอำนาจก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายนะครับ ในทุกสังคม สมาชิกย่อมต้องเรียนรู้ แบบแผนความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสังคมที่ตัวจะต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปทั้งนั้น

เพราะ "ปัญญาชน" มีวัฒนธรรมของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่จัดอำนาจไว้ในลำดับขั้นของบันไดเดียว ฉะนั้น การใช้อำนาจจึงง่ายมาก นั่นก็คือออกคำสั่ง ถ้าเกรงว่าเขาไม่เชื่อก็ข่มขู่ตะคอก ไปจนถึงใช้กำลังบังคับเอาด้วยวิธีต่างๆ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย

ชนชั้นนำไทยรู้จัก ปฏิบัติการเชิงอำนาจ อยู่อย่างเดียว คือบีบบังคับ อีกทั้งไม่รังเกียจความรุนแรงที่จะใช้ในปฏิบัติการเชิงอำนาจอีกด้วย ขอแต่ให้ผู้ใช้ความรุนแรงนั้นยืนในตำแหน่งที่ถูกต้องของบันไดแห่งอำนาจเท่านั้น

นี่คือเหตุผลที่ผู้คนในสังคมซึ่งเข้าถึงสื่อพากันสนับสนุนการฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพติด, เคยสนับสนุนการใช้ความรุนแรงกับผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้, สนับสนุนการขจัดอาชญากรรมด้วยโทษที่รุนแรง เช่น จับอาชญากรคดีข่มขืนตอน หรือนำโทษประหารชีวิตมาใช้กับคดีอุกฉกรรจ์เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการลดหย่อน ฯลฯ

http://www.thaingo.info/webboard/view.php?id=10013
#15  by  ### d r e a m e r ^ _ ^ At 2005-06-19 14:35, 
การรับน้องก็มีประโยชน์อยู่บ้างล่ะ แต่คงต้องเป็นรุปแบบที่สร้างสรรค์อย่างที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ทำแบบสร้างสรรค์ แต่ยังงัยก็คงต้องควบคุมว่ามันสร้างสรรค์ไปแนวทางใด เพราะยังงัยก็อาจจะมีบางสถานบันที่ยังแอบทำรับน้องที่ไม่สร้างสรรค์ก็ได้....
#16  by  SwEetSeA^-^ At 2005-06-20 10:44, 
ขอบคุณทุกความเหน
#17  by  ### d r e a m e r ^ _ ^ At 2005-06-20 19:38, 
ตอนที่เรียน...ก็คิดว่าสนุกดีนะ
#18  by  sudsoi..U_U At 2005-06-21 10:41, 
^
^
สนุกตอนได้แกล้งรุ่นน้องป่าว
#19  by  ### d r e a m e r ^ _ ^ At 2005-06-21 14:44, 
จุดเริ่มต้นของการรับน้องเป็นจิตวิทยามวลชน เพื่อทำให้น้องสนิทกันอย่างรวดเร็ว

แต่ปัจจุบันเอามาใช้กันผิดวัตถุประสงค์ สมควรยกเลิกครับ
#20  by  ข่าวประชาสัมพันธ์ (61.91.144.239) At 2005-09-03 00:54, 
#21  by   (119.42.85.108) At 2009-09-06 15:39, 
doors.txt;10;15
#22  by  NVKpXIUgrdJIQjF (90.191.194.95) At 2009-10-12 22:52, 
H went to the other car and started yelling at the driver. ,
#23  by  QgKUVJZfgTeU (117.204.144.43) At 2009-10-13 13:34, 
The second win was a safety technology evaluation formerly done on an iron prototype, successfully per- formed in VR. ,
#24  by  dNnaCiskPEk (123.125.156.145) At 2009-10-22 13:40, 
Further, Hardin's Malthusian views had a fundamental flaw based on a kind of linear logic view of humanity- that we are all the same. ,
#25  by  fglVHhiqTbUS (60.254.29.98) At 2009-10-23 13:17, 

<< Home


I was a dreamweaver ....
View full profile