2005/Apr/13

Title : อืมมม เวลาเราพูดถึงปัญหาสังคมอารายต่อรายทั้งหลายเนี่ย ปัญหามัน อยู่ที่ "คน" หรือ มัน อยู่ที่ "ระบบ" นะ ?

ควันหลง จากงาน Young Activists 2004 ข้อสังเกต เกี่ยวกับ ปัญหาเรื่อง คนกับระบบ เรื่องศาสนา เรื่องอุดมการณ์ เรื่องความรัก ฯลฯ


( เล็กๆน้อยๆจากคนเขียนถึงคนอ่านที่รักทุกคน.. ---- ครือว่า เรื่องนี้ เราเขียนด้วยความตั้งใจ ที่จะให้เป็นเหมือนการ พูดกับคนอ่าน ให้มากที่สุดเพราะฉะนั้น สำบัดสำนวนและภาษาต่างๆ ก็ตั้งใจให้เหมือนการ พูดคุยมากกว่าการเขียน แบบเป็นทางการ ชอบไม่ชอบอย่างไรก็บอกกันได้นะ )


ผมเพิ่งไปงาน ยังแอคทิวิสท์ 2004*มา คืองาน ยังแอคทิวิสท์ 2004 ที่ว่าเนี้ยอ่ะนะ เป็นกิจกรรมของ คนหนุ่มสาว ทั้งนักเรียน และ นศ. หลายๆกลุ่ม ร่วมกันจัดในราวๆปลายปี 2004 เพื่อการพูดคุยทำความเข้าใจสังคมและมองหาความเป็นไปได้บทบาท หรือ "แนว" ใน การ "เทก รีสปอนสิบิลิตี" ( เข้ามามีบทบาททางสังคม ) ของคนวัยหนุ่มสาวที่ สนใจในเรื่องของสังคม
...... แล้วก็ หนังสือ Questionmark ( ซึ่งก็เป็นอย่างหนึ่งที่เกิดมาจากงานนี้เช่นกัน )มาให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ลงในฉบับที่1 )
เรื่องที่เห็นนี้เป็นเรื่องที่ลงใน Questionmark ฉบับที่ 1 ปี 47 อ่ะนะ
...เปนนิตยสารที่คนเขียน ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวอ่ะนะ ....เอ่อ จาว่าไปแล้ว ที่จริงผม ก็ ex-teen คือ (ex) เลยวัย teen ไปแล้วนิดหน่อย อ่ะนะ..แต่ยังไม่แก่ (ฮา) อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องหรอกอยากบอก 555 ]
Ok ต่อๆๆ นะครับ ทีนี้ ก้อ มีหลายประเด็นเกี่ยวกับงานนี้ที่น่าสนใจ หลายๆอย่าง
คือเรื่องหนึ่ง ที่เราคิดว่า เป็นประเด็นสำคัญ และมีลักษณะเป็น dilemma สากล อันหนึ่ง ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการดิสคัสกันในวันแรก, หรืออาจจะพูดได้ว่าเด่นเป็นพิเศษในการอธิบายเรื่องแบบนี้ในประเทศนี้, และมีลักษณะเป็น ข้อขัดแย้งทางมุมมองทึ่ต่างกันสองแบบ ที่ส่งผลถึงสิ่งที่ตามมาจากความคิดสองแบบนี้ด้วย
คือการตั้งคำถามว่า

เวลาที่เราพูดถึงปัญหาสังคม ไม่ว่าอะไรก็ตาม "ปัญหามันอยู่ที่ 'คน' หรือ 'ระบบ' ? "
แน่นอน เรื่องนี้ เนื่องจากมันเป็นคำถามยอดฮิท หลายคนน่าจะมีคำตอบ อยู่แล้ว หลายคนเคยได้ยินและได้เห็น การเลือกข้างกันคนละหลายๆครั้ง

( แต่อย่างที่ หลักการตลาดว่าไว้ ของที่จะขายได้ดีในตลาดบันเทิง คือของที่มีความต่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะฉะนั้น เราจะทำในสิ่งที่ต่างออกไป >>> ล้อเล่นนะ -555)

คือ เรา จะพยายามค้นหาว่า
( 1 ) ทำไมเราถึงคิดอย่างนั้นล่ะ
และ
( 2 ) ถ้านี่เป็นเรื่อง philosophic approch (ที่หมายถึง การแสวงหาแนวทาง ในการมองโลก หรืออธิบายโลกแล้วล่ะก็)
นี่เป็นวิธีที่ดีพอแล้วหรือไม่ สำหรับ การทำความเข้าใจโลกในระดับที่สามารถจะเอาไปใช้เปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ได้จริงๆ ?
หรือมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้มั๊ย ในการเข้าถึงประเด็นนี้ ?

ก่อนอื่น ขอทำความเข้าใจกับ วิธีการ หรือ มุมมอง ของ แต่ละทางเลือกก่อน
การที่ใครซักบอกว่า ปัญหาอยู่ที่คน น่ะ อี หมายถึง"อะไร"กัน
อะไรคือ สิ่งที่เรียกว่า"คน" ตัวคน งั้นเหรอ ? หรือว่าหมายถึง "ความคิดของคน" กันแน่

หรือ 'คน' ที่ว่า หมายความรวมถึง "ความเคยชินของคน" (ซึ่ง อาจจะหมายถึง ความกลัว การเสเสร้ง การแสดงออกบางอย่างเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง ความเชื่อ แนวโน้มของการกระทำบางอย่างของบุคคล)ของกลุ่มคน
ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อให้เกิด"การกระทำ"ซึ่งขับเคลื่อนสังคม หรือ"กรรม"(ถ้าจะพูดแบบพุทธ)
เราหมายถึงสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า ?
แล้ว ระบบ ล่ะ หมายถึงอะไร ?

ระบบมีตัวตนอยู่จริงๆไหม?

แล้ว ถ้ามี เราสังเกตเห็นตัวตนของมัน ได้อย่างไร?

ใช่ป่าวว่าระบบ คือ อุดมการณ์ กฏหมาย ประเพณี จารีด ศีลธรรม การศึกษา , ตลาดและสิ่งที่กำหนดรูปแบบการค้าขาย, ที่ทำงานและกฏต่างๆในที่ทำงาน, สถาบันต่างๆ ครอบครัว, ศาสนา, สื่อมวลชน, พรรคการเมือง, ระบบการบริหารงานของรัฐหรือgoverment, ngos, หรือ อะไรก็ตาม ซึ่ง มีบทบาทในการกำหนดเงื่อนไข ตีกรอบความสัมพันธ์ สร้างความคิดและอุดมการณ์ต่างๆ รวมทั้งคอยให้รางวัลและลงโทษ (ซึ่งแน่นอน มีคนเป็นส่วนประกอบอยู่ในนั้นด้วย )
.........................................
พอมาถึงตรงนี้ คงจะพอมีภาพรางๆเกี่ยวกับสิ่งที่เราพูดถึงกันแล้ว

เพราะงั้น
สำหรับ คนที่เชื่ออยู่แล้วว่าปัญหาอยู่ที่"คนเท่านั้น" หรือ"ระบบเท่านั้น"
ขอถามหน่อย ว่า
1 สิ่งที่เรียกว่า"ระบบ" ที่ร่ายมาในย่อหน้าข้างบนนี้มัน "ไม่มีอิทธิพลกับบุคคลเลย"หรืออย่างไรกันเอ่ย :-/ ???
2 คนสามารถเป็นอิสระจากสิ่งที่ว่ามานี้ได้อย่างสิ้นเชิง โดยที่ไม่ต้องรับผลกระทบจากสิ่งเหล่านี้จริงๆหรือ "_*

3 อิสระที่ว่าจริงๆแล้ว เป็นแค่ภาพลวงตาหรือไม่ ? 7_7

4 สมมุติว่ามีใครทำได้ คือสามารถหาช่องทางได้ ในด้านใดด้านหนึ่ง ด้านที่เหลือหรือ คนอื่นๆจะส่งผลกระทบกับเขาได้ไหม ?
สำหรับใครที่เชื่อว่า ปัญหาที่ ระบบเท่านั้น ขอถามเช่นกัน ว่า
1 จะอธิบาย การที่ ความพยายามเปลี่ยนระบบหลายๆครั้ง ลงเอยหรือมีลักษณะเป็นแค่ปรากฎการณ์เหล้าเก่าในขวดใหม่ หรือมีความเปลี่ยนแปลงที่เรียกได้ว่าน้อยมาก และพร้อมจะกลับไปมีลักษณะเป็นแบบเดิม ได้ยังไง ???????

2 การเปลี่ยนระบบจะเปลี่ยน ความเชื่อของคน แนวคิดของคน ความเคยชินของคนไปด้วย"ทั้งหมด"อย่างนั้นเหรอ เหอๆๆ ม่ายน่าจะเปงอย่างน้านนะ "_"
อะไรคือตัวตนของมัน? ในเมื่อมีแต่คนเท่านั้นที่เข้าไปเกี่ยวข้องกัน

3 และ ทัศนคติของคน ความเชื่อของคน ไม่ใช่ปัญหา หรืออุปสรรคขัดขวาง การเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญที่สุดหรอกหรือ ? -_-"

เอาล่ะ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจล่ะก็ อืม นั่นหละเป็นความตั้งใจของคนเขียน (ฮา) เอ๊ย... ไม่ใช่ๆๆ....ล้อเล่นนะที่รัก(ของคนอื่น) 55555

จริงๆแล้ว เนี่ย ปัญหาที่คนเขียนอยากจะเน้นคือ
วิธีการมองอะไรในลักษณะง่ายๆอย่างนี้ มันสามารถ สร้าง คำอธิบายที่ใกล้เคียงกับโลกจริงๆได้หรือปล่าวอ่ะ ? มันหยาบไปไหมฟะ ? หรือว่าแค่นี้พอแล้ว ?

และ ที่สำคัญคือ เราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนกับที่ระบบการศึกษาสอนให้เราเลือกข้อสอบ ข้อ ก หรือ ข หรือไม่ ?????????
เอ หรือว่าการที่เรา คุ้นกับการที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งนี่เพราะเรา ถูกสอนให้เลือกบางอย่าง อย่างเดียว

( ผ่างๆๆๆๆ ) จงเลือกคำตอบที่ถูกเพียงข้อเดียว, เลือกฉันหรือไม่ก็เขา ตัดสินใจมาเลย ! ,
หรือถ้ามึงไม่ทำอย่างนี้มึงเป็นพวกไม่รักชาติ ( ผมนึกถึง นายจอร์จ บูช จูเหนี่ย ขึ้นมาด้วยอ่ะนะ ที่ชอบพูดว่าถ้ามึงไม่ใช่พวกกู มึงก็เป็นศัตรู 555 คล้ายกันมากๆกับ ความคิดคนไทยจำนวนมาก amazing ! จริงๆ !!! )

คือ ผมชักจะสงสัยว่า การที่ "คน" เรา "แยกมันออกจากกัน" และ "เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง" เป็นปัญหาอย่างนึง ที่สร้างจาก"ระบบ"หรือเปล่า (ฮา) หมายถึงระบบการศึกษา การปลูกฝังทางความคิด(ผ่านสื่อ ผ่านรูปแบบความสัมพันธ์ ฯลฯ) ทำให้เรามองปัญหาแบบ 2 ขั้วง่ายๆ ไม่อันนั้นก็ต้องอันนี้
แล้วการคิดว่าเราสามารถ แยกกันได้ หรือ มีแค่อย่างใดอย่างหนึ่งแน่ๆ ทำแค่อย่างเดียวก็พอ อาจจะเป็นผลมาจากความไม่สมบูรณ์ทางจิตใจของเราเอง (of the incompleteness of social mentality) ก็ได้ 555

(ซึ่ง ถ้าไม่รอบคอบและระมัดระวัง การหาทางออกของเราอาจจะเป็น แค่สิ่งที่ถูกกำหนดจากระบบ เป็น variable ตัวหนึ่งของระบบก็ได้--ฟังแล้วเหมือนหนังเรื่อง MATRIX มั๊ย ? เหอๆ)

มาลงไปในรายละเอียดกันอีกหน่อย
เวลาที่เราพยายามสร้างตัวแทนขึ้นมาอธิบาย เราก็อาจจะ"อธิบาย"หรือ "เล่า" ว่า
สังคมเหมือนเกม มีผู้เล่นหลายคน(คน) ซึ่งสัมพันธ์กันในกรอบของกติกาต่างๆ(ระบบ)

แล้ว แต่ละคน ก้อ มีบทบาท ในการ reproduce ระบบผ่านความสัมพันธ์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็เลยมีการเสนอว่า ถ้าคุณคนเดียวหรือหลายคน เลิกทำหรือเปลี่ยนแปลงบางอย่างแล้วนี่ มันก็จะแก้ไขได้ แต่ แญหาของวิธีการนี้ก็คือ ขอบเขตความสำเร็จล่ะ ความยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลงล่ะ สิ่งที่อยู่รอบๆที่ยังไม่เปลี่ยนที่คอยกดดันคุณกลับมาสู่รูปแบบเดิมล่ะ ?
จริงๆแล้วมีการตั้งข้อสังเกตจำนวนหนึ่งขึ้นมาว่า ระบบ(หรือความสัมพ้นธ์) สามารถ ครอบงำคนถึงระดับที่ ความเชื่อ ศีลธรรม คุณค่า กระบวนการคิด วิธีคิด วิธีมองโลก ก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น จากความสัมพันธ์ หรือ ตัวระบบเอง อย่างเช่น การมีกฏหมายหรือจารีต อย่างหนึ่งเป็นเวลานานๆ มนสังคมหนึ่ง ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ คนจำนวนหนึ่งเชื่อและพยายามปรับตัว หรือ ถูกขัดเกลา หรือ บังคับทางอ้อม ว่าสิ่งที่เป็น normที่อยู่ในกฎหมายหรือจารีต นั้น เป็นความถูกต้องไปด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่าง"ระบบ" กับ "ชีวิตทั้งหมดของปัจเจก" (ขอใช้คำนี้แทนคำว่า"คน")ไม่ใช่มี เฉพาะในเชิง ความเกี่ยวข้องผ่านการซื้อขาย หรือการจัดการอำนาจการบริหารสังคมและเศรษฐกิจ(ซึ่งก็เป็นด้านที่มีอิทธิพลจริงๆและมากด้วย)เท่านั้น แต่อีกด้านนึงที่อาจจะมากกว่า คือ รวมการที่ ระบบ ครอบงำความเชื่อ วิธีปฎิบัติ คุณค่า และทุกอย่างที่เป็น สิ่งที่ so call "เรื่องของจิตใจ" ทั้งหลายด้วย
ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ ส่งผล หรือมีบทบาทในการควบคุม พฤติกรรมที่คนจะแสดงออกด้วย
เราถูกกำหนด แม้กระทั่งเรื่อง ที่คิดว่าเป็นส่วนตัวที่สุด "ความรัก"
เราถูกป้อนข้อมูล จาก พ่อแม่ ครู โทรทัศน์ วิทยุ เพลง ศาสนา หนัง หนังสือ เพื่อนๆ ฯลฯ ให้มี normหรือstandard บางอย่างเกี่ยวกับความรัก
อย่างชุดความคิด บางอย่าง (ที่มี ภาพลักษณ์ ข้อบังคับ บางอย่างที่รู้ๆกันในระดับคอมมอนเซนส์) ซึ่งมีบทลงโทษอยู่ในนั้นด้วย อย่าง "รักแท้" "รักจริง" "ความรักพระเจ้า" รักพ่อ รักแม่ รักเจ้า รักชาติ ฯลฯ ที่มี norm ที่เรานิยามว่า เป็นกรอบที่บอกว่าอะไรคือสิ่งปกติ/ไม่ปกติ อะไรทำได้/ทำไม่ได้ อยู่ในนั้นเบ็ดเสร็จ เหมือน คือมันสามารถเป็นกรอบควบคุมเราได้ว่า ในสิ่งที่เรียกว่า ความรักแบบนี้ๆๆ เราทำอะไรได้บ้าง อะไรเป็นสิ่งต้องห้าม และรวมไปถึงว่าถ้าเราละเมิด normที่ว่าเราจะต้องพบกับอะไรบ้าง

ในเชิงความเป็นไปได้ การมุ่งที่จะเปลี่ยนคน อย่างเดียว โดยไม่สนใจระบบหรือสิ่งที่แวดล้อม และมีอิทธิพลอยู่ตลอดเวลาไม่น่าจะใช่ทางออก ( ผมไม่นับ การสร้างเครื่องมือ หรือวิธีการบางอย่าง เพื่อ สร้างประสบการณ์ทางจิตใจเพื่อใช้ "หนี" ออกไปจากโลกที่โหดร้ายแบบที่ศาสนาทั้งหลายชอบทำกัน เพราะมันไม่ได้ก้ไขปัญหาอะไร ได้จริง นอกจากทำให้คุณเป็นคนที่อยู่กับ illusionของจิตใจตัวเอง )
แต่การเชื่อว่า พอระบบเปลี่ยนแล้วความคิดคนก็จะเปลี่ยนไปด้วย??? (ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง) หรือ การมุ่งไปยังอำนาจที่เปลี่ยนระบบอย่างเดียวโดยละทิ้งเรื่องอื่นๆทั้งหมด ไม่น่าจะใช่ทางออก เช่นกัน ?
ทีนี้ ก็อาจจะต้องพูดว่าเราก็ทำมันทั้งสองอย่าง อย่างงี้จะทำจริงๆยังไง ล่า
ในแง่ความเป็นไปได้ในทางปฎิบัติ มันก็อาจจะพูดได้ว่า " ชอบอะไร ก็ทำอย่างนั้น" ใครชอบที่จะเน้นด้านแนวคิดกระบวนการคิดการวิเคราะห์ ใครชอบที่จะเปลี่ยนแปลงด้านที่เกี่ยวกับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม
แต่อาจจะ"ทำอย่างเดียว" ไม่ได้ เพราะความมีอิทธิพลต่อกันของมัน ทำให้การแบ่งแยกและไปไห้ความสนใจกับอันใดอันหนึ่งอย่างเดียว มีแนวโน้มว่าเราก็จะ "แห้ว"ทั้งคู่ !!!!???
และผมก็ยังคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะไปให้ถึงที่สุดกับคำถามที่ว่า ทำอย่างไร เราถึงจะ "ฟรี" หรือเป็นอิสระ จากการครอบงำทางกระบวนการความคิดได้ และพร้อมที่จะ เปลี่ยนความสัมพันธ์ ที่มีอยู่ใน มิติต่างๆของสังคม การจัดการเปลี่ยนสถาบันต่างๆทางสังคม โรงเรียน ครอบครัว การเมือง ตลาด รัฐ กฏหมาย ฯลฯ อีกเยอะแยะ ไปด้วย
ปัญหาคือ เราจะทำยังไงดี !
ผมจะยกตัวอย่างนึงแล้วกัน
อาจจะมีคนเสนอว่าศาสนาเป็นทางออก แต่ๆๆๆ ถ้าเราคิดว่า ศาสนาเป็นเครื่องมือของระบบ และโดยรูปแบบการทำงานของมันศาสนาไม่สามารถ พาเราไปจากระบบได้แน่ๆ
ซึ่งคุณอาจจะแย้งนะ แต่ผมคิดว่า ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือ ไม่ใช่หมายถึงศาสนาที่มีชื่อเดิมที่"ติด"แล้วเท่านั้น แต่หมายรวมถึง รูปแบบของ/แนวทางของการ"ศรัทธา" และเชื่อต่ออุดมการณ์บางชนิดและผูกพันตัวเองในฐานะส่วนหนึ่งของแนวคิดนั้น
หรือในทางจิตใจคือทำให้แนวคิดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Egoตัวเอง ในลักษณะ Icon อันถูกต้อง "ร้อยเปอเซงเยย" ที่ฉันจะเดินตาม โดยที่ไม่มีการตั้งคำถามอย่างจริงจังกับอุดมการณ์นั้นอย่างสม่ำเสมอ (ซึ่งศาสนิกและรวมถึงพวก"คลั่งชาติ" ทั้งหลายทำแบบนี้กันเป็นปกติ)

รวมทั้งเราไม่น่าจะสร้างความสัมพันธ์กับพวกแนวคิดที่เราสนใจในลักษณะเดียวกัยกับพวกนับถือศาสนาด้วย
อีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่า ถ้าเราอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบ radical จริงๆ มากกว่า ที่ผ่านมา
นอกจาก ที่จะมุ่งไปยังการเปลี่ยนระบบ เพื่อที่จะลดหรือเปลี่ยน แรงกดดันต่างๆที่คอยกด หรือ บังคับคนให้เดินไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์ ให้เปลี่ยนไปในแบบที่สร้างสรรค์กว่าเดิม เพื่อที่จะให้เกิดผลดีกับคนทางอ้อมแล้ว

ควรจะคำนึงถึงการที่ระบบเข้าไปครอบงำความคิด สร้างแบบแผน ทางความคิดและการปฎิบัติของคน คือต้องสนใจมิติทางความคิดกระบวนการคิด ของมนุษย์ ด้วย
พูดง่ายๆต้องสนใจทั้งด้านความคิด คือมิติทางจิตใจ(ที่ไม่ได้แปลว่าต้องนับถือศาสนา ต้องเชื่อคำสอนอะไร แต่ใช้สติ ปัญญา ความคิด ที่เราทุกคนมี ในการวิเคราะห์ และในการเรียนรู้ และตรวจสอบสิ่งต่างๆ หรือถึงที่สุดแล้วอาจจะพูดได้ว่า ต้องต่อต้านหรือ ไม่ยอมรับ ท่าทีแบบ religeous person คือ เชื่อฟัง ยอมรับคำสอน อุทิศตัวให้อุดมการณ์ ฯลฯ แบบที่ ศาสนิกทั้งหลายทำกันด้วยซ้ำ !) และ ก็เอ่อ ด้านโครงสร้าง (คำยอดฮิทจริงๆ555) หรือความสันพันธ์ ที่เราเรียกว่า "ระบบ" ที่ว่ามา
และความเปลี่ยนแปลงในระบบขนาดเล็กๆ ที่เราเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน ก็สำคัญ และอาจจะจำเป็นที่จะต้องเกิดเพื่อเป็นพื้นฐานให้กับความเปลี่ยนแปลงสำคัญๆที่จะตามมาด้วย
และผมคิดว่าเราต้องสามารถทำความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่าง คนกับระบบนี้อย่างลึกซึ้งรอบด้าน
เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงมันอย่างรอบด้าน อย่าง radically ได้จริงๆเช่นกัน !
ยังไงก็ตามเหอะ ทั้งหมดที่เขียนมานี้คงต้องขอบอกนะครับว่า ยังไม่สมบูรณ์ และ ไม่มีทางจะสมบูรณ์
และต่อให้มันสมบูรณ์(ซึ่งดูจะเป็นไปได้ยาก) ก็ไม่มีความหมายอะไรเท่าไหร่กับคนอ่าน
เพราะสิ่งที่น่าจะสำคัญและมีความหมายที่สุดคือ ถ้าตัวหนังสือเหล่านี้มันจะกระตุ้นให้คุณคิด หรือตั้งคำถามกับ สิ่งที่เรากำลังพูดถึง ในฐานะเป็น ประเด็นสำคัญ เป็น กรอบคิด เป็นกับดัก หรือเป็นหนทาง ที่จะนำไปสู่ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งนำมาซึ่งความปิติ และรอยยิ้มของมนุษย์ทุกๆคน หรือสังคมที่มีโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกว่านี้ ยุติธรรมกว่านี้ เสมอภาคกว่านี้ ฯลฯ กว่านี้
ซึ่งเรา(คาดว่าเช่นนั้น)ต่างหวังกันว่ามันจะเป็นจริงได้สักวัน และเราคงจะพยายามที่จะมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดสิ่งที่ว่านี้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม !

Questioning is forever

edit @ 2005/04/26 11:04:33
edit @ 2005/04/26 11:06:17
edit @ 2005/04/26 11:12:42

edit @ 2005/04/26 11:15:38

edit @ 2005/04/26 11:23:26
edit @ 2005/04/26 11:28:10
edit @ 2005/04/29 08:00:10

edit @ 2005/04/29 08:07:23
edit @ 2005/06/18 16:43:08
edit @ 2005/06/21 15:31:29
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ขยันพิมพ์จัง อ่านจนตาลาย
งั้นสาดก่อนเลยละกาน อิอิ
#1  by  Gapz (' '-) At 2005-04-13 23:16, 
อยู่ที่คนนะคะ
วันนี้ยังมะโดนน้ำเรย เศร้าจัง

แต่ขอมาสาดดดดดดดดดดดดดคนอื่นละกาน

อ่ะ แวะมาไดเราได้นะ

มีรูปผู้หญิงคนนึง โคตรน่าร๊ากกกกกส์เรยยยย

ลองไปดู นะ อิอิ ช่วยดับร้อนได้
แนวคิดเจ๋งดีครับ

เอ้า สาดดด
#4  by  Re-Peat Again At 2005-04-13 23:59, 
โห ชอบอะไรแแบบนี้เหมือนกันนะ
#5  by  bank At 2005-04-14 00:01, 
มันก็เป็นเรื่องที่พูดยากแหละนะคะ... ชอบประโยคสุดท้ายจะง
#6  by  ::Materia Hunter::^^ At 2005-04-14 00:01, 
อ่านแล้วมึน
แต่ ก่อนละกัน
#7  by  plynoi แว่วศรี At 2005-04-14 10:24, 
อ่ะโห เครียดรับสงกรานต์เลยนะ
ยาวมากๆ ขอรบกวนอ่านเฉพาะหัวข้อนะ
ใจร่มๆนะจ๊ะ
#8  by  ~Pompoko~เดี๊ยนเองฮ่ะ At 2005-04-14 15:26, 
เป็นทั้งสองอย่างเลยป่าว ทั้คงทั้งระบบ?

เอ้าสาด~~
#9  by  PLARIEX At 2005-04-14 21:19, 

<< Home


I was a dreamweaver ....
View full profile